Fiction

แหะๆ  แบบว่า  เอาฟิคมารีไรท์ใหม่ ตอนเดียวจบ(ตัดตอนอยางแรง) 

อ่านตอนเดิมแล้วมันรู้สึกว่าหลุดคาแรกเตอร์ไงไม่รู้ เหอๆ ลองอ่านดูนะ

คำเตื่อน : เป็นฟิคชั่นเพชรพระอุมา  ส่อวายหน่อยๆ

คำเตื่อน2 : ไม่ชอบอย่าเม้นต์นะ  ขอร้อง มานบาดใจ เหอๆ

////////////////////////////////////

 

"..กอง.."



"....ผู้กอง"




เสียงทุ้มลึกดังขึ้นในโสตประสาท..เสียงที่เคยชิน เสียงของคู่ปรับตลอดกาลของเขา..


ความรู้สึกหนาวยะเยือกรุมล้อมเข้ามาสู่มโนสำนึกของ รพินทร์ ไพรวัลย์ 

ความรู้สึกอันพร่ามัวยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆแทบจะขาดลมหายใจ ณ วินาทีใดวินาทีหนึ่ง ประสาทชาไปหมดทุกส่วนแม้แต่หนังตาก็แทบจะลืมไม่ขึ้น...



"ผู้กองครับ..."




เสียงกังวาลแจ่มใสนั้นกระซิบแผ่วเบาข้างกาย.....รู้สึกถึงน้ำที่ไหลจากปากไปสู่ลำคอ...สักพัก  เขาก็รวบรวมสติสัมปชัญญะและเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น



.........ความอบอุ่นเริ่มเกิดขึ้นทีละน้อยและแผ่ซ่านไปทุกอณู.... ขยับนิ้วที่แขนขวารู้สึกว่ามีมือใหญ่อีกมือกอบกุมไว้อย่างหลวมๆ 



 ..รพินทร์บีบมือนั้นเบาๆหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการบอกว่าเขารู้สึกตัวแล้ว...เมื่อลืมตาขึ้นก็ปรากฏภาพของร่างสูงใหญ่ที่ชะโงกมองเขาอยู่


.....ริมฝีปากได้รูปนั้นยิ้มละไม สายตาทอประกายอ่อนโยนจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา


"แงซาย!"


เขาพึมพำในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงแหบแห้งที่เขาเอ่ยขึ้นมาเป็นคำแรก


...บุรุษหนุ่มใบหน้าคมสันที่เขาเรียกติดปากว่า'แงซาย'ในยามปกติ
แต่หากเวลาไม่พอใจก็เติม'ไอ้'หรือ'ไอ้เวร'นำหน้าเสียทุกครั้งไป   ยามนี้ยิ้มพรายอยู่ข้างกายเขาและส่ายหน้าไปมาอย่างแช่มช้า



"ผู้กองอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยครับ"



รพินทร์คราง อืม ในลำคอ  เขาเงยหน้าดูเค้าหน้าอันหมดจดคมสันนั้น สะบัดหัวเพื่อเรียกสติเบาๆ 



ร่างกายเพรียวหากแต่แข็งแกร่งของเขาอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นแข็งแรงของอดีตหัวหน้ากองโจรกระเหรี่ยงนาม'แงซาย' เขาขยับลุกออกมาจากที่มั่นอันแสนอบอุ่นนั้น   แต่แขนกำยำทั้ง2ข้างกลับโอบแน่นขึ้นอีกเหมือนจะห้ามการกระทำนั้น



เขาเข้าใจดีเวลานี้เขาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเอง จึงถอนหายใจแล้วเอ่ยถามคนตรงหน้า




"ฉันอยู่ที่ไหน...ทุกคน..คุณหญิงล่ะ.."



รพินทร์กัดฟันถามแงซายด้วยความหนาวสั่น  เขาไม่ต้องการที่จะให้ร่างตรงหน้าให้ความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น..ต้องพูดว่าไม่อยากให้ใครมาสงสาร เห็นใจหรือเห็นว่าเขาอ่อนแอมากกว่า




"แงซายไม่รู้อะไรมากไปกว่าผู้กองหรอก"
แงซายถอนหายใจอย่างจนปัญญา

 “ฉันจะลุก”

รพินทร์พยุงตัวขึ้นโดยมีแงซายประคองอยู่  เขาเริ่มทอดสายตามองฝ่าความมืดสลัวรอบด้าน  มีเพียงแสงจากกองไฟที่สุมอยู่ข้างกายให้แสงสว่าง

...ก้มลงมองพื้น
มันคือแผ่นหินที่ปูรองด้วยผ้าขาวม้าของแงซาย  รพินทร์กวาดสายตาดูรอบๆสถานที่แห่งนั้น

สถานนี้เรียกได้ว่าเป็น'ถ้ำ'ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีโพรงเป็นคูหาแบ่งได้อีกต่อไปเรื่อยๆซับซ้อนกว่าที่สายตาของเขาจะมองได้ทะลุปรุโปร่ง


เขาหลับตาลง พยายามระลึกและทบทวนสาเหตุว่าเขาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร....



.....ใช่แล้ว  คณะเดินทางของเขากำลังเดินทางฝ่าหิมะอยู่และในขณะนั้นก็มีพายุโหมกระหน่ำเข้ามา   สติเริ่มหายไปตั้งแต่เท้าของเขาลอยขึ้นจากพื้น


"ฉัน...ถูกพายุพัดมา?...."
รพินทร์เลิกคิ้ว หันไปมองแงซายที่อยู่ด้านข้างด้วยความงุนงง...แล้วแงซายมาอยู่กับเขาได้ยังไง...


ดวงตาคมที่แลกราดตามเขาไปรอบๆถ้ำหันมาประสานกับสายตาของรพินทร์อีกครั้ง ก้มศีรษะรับคำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ


"ใช่ครับผู้กอง...ทุกคนหาที่กำบังไว้หมดแล้วเหลือเพียงแต่ผู้กองที่วิ่งตามมาสมทบ ...ก่อนที่ผู้กองจะถูกพัดไปผมคว้าแขนของผู้กองไว้ได้  แต่พายุนั้นแรงเกินกำลังของผมที่จะฝืนต้านไหว…”

แงซายเงยหน้าสบตากับ’ผู้กอง’ของมัน

”แงซายกับผู้กองก็เลยถูกพายุพัดมาสลบเอาแถวๆนี้แหละ”

แงซายเล่าจบ มิวายฉีกยิ้มเห็นฟัน32ซี่อันเป็นสัญลักษณ์ของมันให้กับรพินทร์ 


“ฉันล่ะเกลียดรอยยิ้มของแกจริงเชียว  .. แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ”
เขาถลึงตา แยกเขี้ยว  ซึ่งมันก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีกก่อนที่จะเล่าต่อ 
= =”เซ็งกับไอ้นี่จริงๆ


  “แงซายรู้สึกตัวไม่ช้าก็เดินออกตามหาผู้กอง   พอดีพบถ้ำนี้ระหว่างทางที่เดินหาผู้กอง  เดินไปอีกสักพักก็พบผู้กองนอนตัวสั่นจมหิมะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่   แงซายก็เลยแบกผู้กองกลับมาพักอยู่ที่นี่"แงซายชี้นิ้วลงพื้น


       เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าคณะเดินทางและคุณหญิงดารินแม่ดอกฟ้าของเขาในขณะนี้อยู่ในที่ปลอดภัย


 ....ถ้าไม่นับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มารุมล้อม   แค่เพียงตัวเขาเองก็เอาตัวรอดได้ไม่ยาก  อาจจะอย่างสบายเลยทีเดียว แล้วคราวนี้ยังมี'ของแถม'เป็นมือซ้ายจอมกะล่อนของเขา    คงตามไปสมทบคณะเดินทางของเจาได้ไม่ยากสักเท่าไหร่....



"แกว่าตอนนี้พวกนั้นจะเป็นยังไง"



"ผู้กองก็รู้….. ถามแงซายไปก็เหมือนผู้กองคิดนั่นแหละ"แงซายหัวเราะเบาๆ



"...อย่ามาเล่นแง่เอาตอนนี้ บอกมาว่าแกคิดยังไง"รพินทร์ถลึงตาใส่เจ้ากะล่อนแงซาย ส่งเสียงเชิงขู่


"ป่านนี้ทั้งนายหญิง ทั้งนายใหญ่และพวกเราก็คงหาที่พักอุ่นๆนั่งรอพวกเราอยู่กระมัง พรานทั้งสี่ของผู้กองก็มีฝีมือมากอยู่แล้ว ผู้กองยังจะห่วงอะไรอีก"


"แกทำไมไม่คิดว่าพวกเขากำลังออกตามหาฉันกับแกอยู่ล่ะ"
แงซายสั่นศีรษะ จ้องมองคนตรงหน้าตาเป็นประกาย


"ผู้กองควรจะรู้ไว้ว่าผู้กองเป็นจอมพราน...เป็นพรานที่เก่งที่สุด และเป็นคนที่แงซายนับถือ พวกเขาจะห่วงอะไรกับเสือที่อยู่ในป่า.." แล้วมันก็ยิ้มให้เขาอีกครั้ง รพินทร์เลิกคิ้วปรายตามองแงซายที่ยังยิ้มกว้างอยู่


"...แถมยังมีไอ้เสืออีกตัวเสือกตามมาจองล้างจองผลาญด้วยสิ...."


"สำหรับเสือโคร่งอย่างผู้กองผมก็เป็นได้แค่เพียงเสือดำเสือดาวนั่นแหละครับ"มันก้มศีรษะลง ทำท่านอบน้อม


เฮอะ..รพินทร์แค่นเสียงในลำคอแล้วหันไปดูแงซายโยนกิ่งไม้เพิ่มเข้าไปในกองไฟและเขี่ยเอาก้อนอะไรสักอย่างเสียบไม้ยื่นมาให้เขา

 

"ผู้กองทานมันเผานี่ก่อนเถอะ...จะได้มีแรงด่าแงซาย"

แงซายยิ้มเห็นฟันขาว


"เสือก!" ย้ากส์


รพินทร์กระทุ้งศอกกับสีข้างของร่างที่เขาเอนกายพิงอยู่เกิดเสียง'อูย'ในลำคอตามมา มันเผากลิ้งคลุกๆอยู่บนผ้าขาวม้า....


"โธ่!ผู้กอง  เสียของ  เอ๊ะ...ยังไม่ทันได้กินอะไรก็มีแรงด่าแงซายซะละ"
ร่างสูงโคลงหัว  เก็บมันเผามาปัดเศษดินออก


"ก็เพราะแกนั่นแหละ”


"แหม..แงซายทำให้ผู้กองมีแรงด่าได้ขนาดนี้เลยรึครับ  ชื่นใจจัง!"


รพินทร์จ้องแงซายตาเขียว  หันไปเผชิญหน้ากับใบหน้าคมสัน มือข้างซ้ายจับที่ไหล่กว้าง มือขวาง้างหมัดเสยเข้าที่ปลายคาง...แงซายเอนตัวหลบวูบไปด้านหลัง มือขวารับมัดของรพินทร์แล้วกระชากให้นั่งตักแข็งแรงนั้น  เจ้าตัวแอบหัวเราะคิกๆ


"ไอ่!.."


รพินทร์หันหน้าไปจะด่าเจ้าตัวกะล่อนต่อแต่ก็มีมันเผาหล่นตุบลงบนหน้าขาซะก่อน


"...กินเถอะครับ ผู้กองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย..หรือจะผมให้ป้อน  แงซายยินดีรับใช้ครับผม^__^"   แงซายหยิบมันเผามาจ่อหน้า


"เออ!! ฝากไว้ก่อน" ย้ากส์


เขากระชากเสียงแล้วลุกขึ้นนั่งข้างๆ  หยิบมันเผาจากมือใหญ่มาทาน แต่ก่อนที่จะอ้าปากรับรสมันเผาเสียงกังวานนุ่มก็ดังข้างหู


"คิดดอกเบี้ยร้อยละ20นะครับ"  laugh


รพินทร์เริ่มทำตามคำพูดที่ว่า'ชิมไปบ่นไป'ของนายกคนปัจจุบัน

(คุกแน่กรู ) ปากเคี้ยวมันเผาอยู่ตุ้ยๆแถมยังมีเสียงบ่นสอดแทรกออกมาได้อีก


"ไอ้หน้าเลือด"


รพินทร์ทำเสียงจึ้กจั๊กในลำคอ ไม่หันไปมอง'เจ้ากะเหรี่ยงโฉมงาม'ที่กำลังยิ้มแก้มปริอยู่ข้างๆ
 

"ผู้กองของผมก็น่ารัก... "
รพินทร์สำลักมันเผาพุ่งพรวดออกปาก   เขาหยิบกระบอกน้ำข้างกายขึ้นมาดื่มแก้สำลัก


"……."
แงซายทำตาโตจ้องมองรพินทร์ที่ดื่มน้ำเข้าไป


"อะไร! หวงน้ำนักหรือไง กะจะให้ฉันลำสักมันเผาแกตายเหรอ เออ หวงดีนัก "
รพินทร์ดื่มน้ำจนหมด....แงซายชะงักไปเล็กน้อยเหมือนจะครุ่นคิด แล้วมันก็หัวเราะในลำคอ   เขามองหน้ามัน


"......"
มันทำตากรุ่มกริ่มเหมือนกับจะยั่วโมโหเขา  รพินทร์ ไพรวัลย์อดทนสายตานั่นไม่ไหวอีกต่อไป


"อะไร!.....ถ้าแกไม่บอกฉันจะต่อยแกเดี๋ยวนี้แหละ"เขาจ้องแงซายเขม็ง  ง้างหมัดเต็มที่


“ผู้กองรู้ไหมครับว่านั่นมันน้ำอะไร” มันยังตอบยิ้มๆ ทำท่าปางห้ามญาติ


“ก็ถามอยู่นี่!!”


"ผมจะบอกผู้กองว่า...น้ำที่ผู้กองดื่มไปเมื่อตะกี้ เป็นน้ำที่ผมใส่ยาสมุนไพรของตาบุญคำ สมุนขวาของผู้กองไว้"


"แล้วไงวะ  อากาศหนาวๆอย่างงี้ดื่มไปมันจะเป็นไร จะอุ่นขึ้นซะอีก"


แงซายส่ายหน้าแช่มช้า พูดเนิบๆ


"มันก็น่าจะเป็นอย่างผู้กองว่า ถ้าผมไม่เอาให้ผู้กองดื่มมาก่อนหน้านี้ครั้งนึงแล้ว …"

ไอ้เวรแงซาย...ทำพิษเขาเข้าให้แล้วไหมล่ะ

"แล้วแกทำไมไม่รีบบอกฉันก่อน"



"นึกแล้ว"เจ้าคู่ปรับของเขาเอ่ยขึ้นลอยๆ



"นึกห่าอะไร"



"ก็นึกว่าผู้กองต้องพูดอย่างนี้น่ะสิ ..ผมจะไปทันอะไรผู้กองเล่า  ยกขึ้นดื่มพรวดๆๆ ถึงผมจะรู้ทันผู้กองอยู่ทุกอย่างแต่ไม่รู้ว่าผู้กองจะสำลักมันเผาอย่างนี้นิ"



แงซายหัวเราะพรืด....เออ ดูเอาเถอะ ขนาดคำแก้ตัวยังจะแหนบแหนมเขาได้อีก



"เออ!!ก็ดีกว่าหนาวตายล่ะวะ”เขาถอนหายใจอย่างถอนฉิว


รพินทร์ล้มตัวลงนอน  แล้วร่างของแงซายก็นอนลงมาเคียงข้างกับเขา  รพินทร์ถอนหายใจอีกครั้ง พลิกตัวขยับหันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง  แต่มันยังมิวายขยับเข้ามาใกล้เขาอีก  ไอ้นี่นิ!


“ฉันร้อน!!”รพินทร์ตะคอกเบาๆ เอาข้อศอกถองคนข้างๆ


“ผู้กองร้อนแต่ผมหนาวนี่…” มันยื่นหน้ามากระซิบ”หนาวทั้งกาย...หนาวทั้งใจ” ร่างของคนข้างๆสั่นเพราะกลั้นหัวเราะ  เขาไม่รู้จะขำหรือโกรธมันดี


“แล้วทำไมต้องมาเบียดฉันด้วยวะ  ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว” รพินทร์หันหน้าไปทางแงซาย พูดอย่างขำๆ แล้วถีบคนตรงหน้าเล่น


“หนาวกายผมก็อยู่ใกล้ๆผู้กองไง^__^   ส่วนหนาวใจนี่...... 
แงซายพูดพร้อมกับสบตาของเขา  แล้วมันก็หัวเราะ


“ฮา ฮา คงต้องให้ผู้กองช่วยหาให้ผมแล้วล่ะครับ”ตามันเป็นประกายขบขันอย่างเต็มที่  เขาก็หัวเราะไปด้วย

“อย่างแกหาได้ไม่ยากหรอกวะ  แต่แกไม่เอาเค้าเท่านั้นแหละ  อย่างมาเรียนั่นไง เขาอุตส่าห์ให้ท่าแต่แกดันไม่เอา.....เล่นตัว!”

“อย่าว่าแต่ผม  ผู้กองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ” มันฉีกยิ้มกว้าง แต่เหมือนจะนึกอะไรออก

 “โอะ...ผมเกือบลืมไปว่าผู้กองจัดการเธอไปแล้วตอนคุณหญิงแสนสวยของผมไม่อยู่ ” มันหัวเราะ

“อย่ามาเสือกเรื่องฉัน  ไอ้กะล่อน รู้ไปหมดนะแก  นอนได้แล้ว” เขายันหน้าท้องแข็งๆของมันไป1รอบ แล้วพลิกตัวหันหน้าไปอีกทางเช่นเดิม   

ไม่นาน เขาก็หลับสนิทไปเพราะความอ่อนล้าและหมดแรงข้าวต้ม 
ร่างของแงซายขยับเข้ามาทาบทับอยู่ข้างหลังของรพินทร์  ลำแขนกำยำโอบรอบตัวคนตรงหน้า กระชับเข้ามาแนบร่าง

“ผู้กองดื่มยาแก้หนาวไปหมดแล้ว  ขอยืมตัวคืนนึงนะครับผม”
แงซายยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูรพินทร์ที่ไม่รู้สึกตัว แล้วจุมพิตเบาๆที่แก้ม

“หลับฝันดีครับผู้กองที่รักของผม” 



 
////////////////////////////:: THE  END:://////////////////////////////

 

 

 

 

 

edit @ 10 Apr 2008 19:32:55 by [เจ๊]คิระ...จัง

เหอะๆๆ ในที่สุดมันก็ต่อจนได้(แต่ไม่จบอ่า)...เอาเป็นว่าลงไว้ก่อน แล้วถ้ายังไงก็มาเติมเอาทีละนิดละหน่อยก็แล้วกานเน้อ

ตอนที่1เปลี่ยนจากเดิมนิดหน่อยน๊า อ่านกันหม่ายละกาน(คำพูดเริ่มปัญญาอ่อน) อ่านกันตั้งแต่แรกเลยงับ

ปล.มีรูปฉลองฮาโลวีนมาฝ้ากกก เย่!ขอให้มีแต่ความหวาดผวานะคร๊า(ยัยบ้า)

อเลนเขี้ยวงอก!!

++++++++++

[Fic]เพชรพระอุมา..ตอน พายุกะล่อน ตอนที่1

"..กอง...ผู้กอง"

เสียงทุ้มลึกดังขึ้นในโสตประสาท..เสียงที่เคยชิน เสียงของเจ้าคนกะล่อน คู่ปรับตลอดกาล..
ความรู้สึกร้อนรุ่มหากแต่หนาวยะเยือกรุมล้อมเข้ามาสู่มโนสำนึกของ รพินทร์ ไพรวัลย์ ความรู้สึกอันพร่ามัวยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆแทบจะขาดลมหายใจ ณ.วินาทีใดวินาทีหนึ่ง
หนาวสะท้านทุกเซลล์ในร่างกาย ประสาทชาไปหมดทุกส่วนแม้แต่หนังตาก็แทบจะลืมไม่ขึ้น...

"โธ่....ผู้กองของผม....รวบรวมสติแล้วลืมตาขึ้นมาสิครับ ดื่มนี่เข้าไปนะครับ"

เสียงกังวาลแจ่มใสนั้นกระซิบแผ่วเบาข้างกาย.....รู้สึกถึงน้ำที่ไหลจากปากไปสู่ลำคอ...เขารวบรวมสติสัมปชัญญะและเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น
.........ความอบอุ่นเริ่มเกิดขึ้นทีละน้อยและแผ่ซ่านไปทุกอณู.... ขยับนิ้วที่แขนขวารู้สึกว่ามีมือใหญ่อีกมือกอบกุมไว้อย่างหลวมๆ ..รพินทร์บีบมือนั้นเบาๆหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการบอกว่าเขารู้สึกตัวแล้ว...เมื่อลืมตาขึ้นก็ปรากฎภาพของร่างสูงใหญ่ที่ชะโงกมองเขาอยู่
.....ริมฝีปากได้รูปนั้นยิ้มละไม สายตาทอประกายอ่อนโยนจ้องมองอย่างไม่วางตา

"แงซาย!"

เขาพึมพำในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงแหบแห้งที่เขาเอ่ยขึ้นมาเป็นคำแรก...บุรุษหนุ่มใบหน้าคมสันที่เขาเรียกติดปากว่า'แงซาย'ในยามปกติ
แต่หากเวลาไม่พอใจก็เติม'ไอ้'หรือ'ไอ้เวร'นำหน้าเสียทุกครั้งไป ยามนี้ยิ้มพรายอยู่ข้างกายเขาและส่ายหน้าไปมาอย่างแช่มช้า

"ผู้กองยังไม่ต้องพูดอะไรหรอกครับ"

รพินทร์จ้องดูเค้าหน้าอันหมดจดคมสันนั้น สะบัดหัวเพื่อเรียกสติเบาๆ
ร่างกายเพรียวหากแต่แข็งแกร่งของเขาอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นแข็งแรงของอดีตหัวหน้ากองโจรกระเหรี่ยงนาม'แงซาย' เขาขยับออกมาจากที่มั่นอันแสนอบอุ่นนั้นแต่แขนกำยำทั้ง2ข้างกลับโอบแน่นขึ้นอีก
เวลานี้เขาไม่มีแรงที่จะขืนร่างสูงนี้เลย จึงถอนหายใจแล้วเอ่ยถาม

"ฉันอยู่ที่ไหน...ทุกคน..คุณหญิงล่ะ.."

รพินทร์กัดฟันถามแงซายด้วยความหนาวสั่น เขาไม่ต้องการที่จะให้ร่างตรงหน้าให้ความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น..ต้องพูดว่าไม่อยากให้ใครมาสงสาร เห็นใจหรือเห็นว่าเขาอ่อนแอมากกว่า

"ผู้กองก็ดูสิครับ"

รพินทร์พยุงตัวขึ้นโดยมีแงซายประคองอยู่ เขาเริ่มทอดสายตามองฝ่าความมืดสลัวรอบด้านมีเพียงแสงจากกองไฟที่สุมอยู่ข้างกายให้แสงสว่างด้วยอาการระเวง...เขาก้มลงมองพื้น
มันคือแผ่นหินที่ปูรองด้วยผ้าขาวม้าของร่างสูง สถานนี้เรียกได้ว่าเป็น'ถ้ำ'ขนาดไม่ใหญ่ไม่โต มีโพรงเป็นคูหาแบ่งได้อีกต่อไปเรื่อยๆซับซ้อนกว่าที่สายตาของเขาจะมองได้ทะลุปรุโปร่ง
เขาพยายามระลึกและทบทวนสาเหตุว่าเขาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร....

.....ใช่แล้ว คณะเดินทางของเขากำลังเดินทางฝ่าหิมะอยู่และในขณะนั้นก็มีพายุโหมกระหน่ำเข้ามาจนตัวเขาต้านทานไม่ไหว สติเริ่มหายไปตั้งแต่เท้าของเขาลอยขึ้นจากพื้น

"ฉัน...ถูกพายุพัดมา?...."

รพินทร์เงยหน้ามองแงซายที่เขาพิงอยู่ในอ้อมแขนด้วยความงุนงง...แล้วแงซายมาอยู่กับเขาได้ยังไง...
ดวงตาคมที่แลกราดตามเขาไปรอบๆถ้ำหันมาประสานกับสายตาของรพินทร์อีกครั้ง ก้มศีรษะลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"ใช่ครับผู้กอง...ทุกคนหาที่กำบังไว้หมดแล้วเหลือเพียงแต่ผู้กองที่วิ่งตามมาสมทบ ...ก่อนที่ผู้กองจะถูกพัดไปผมคว้าแขนผู้กองไว้ได้ แต่พายุนั้นแรงเกินกำลังของผมที่จะฝืนต้านไหว
ผมกับผู้กองก็เลยถูกพายุพัดมาสลบเอาแถวๆนี้แหละ ผมรู้สึกตัวขึ้นในไม่ช้าเดินออกตามหาผู้กอง ผมพบถ้ำนี้ระหว่างทางที่เดินหาผู้กอง เดินไปอีกสักพักผมก็พบผู้กองนอนตัวสั่นจมหิมะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่และนำผู้กองกลับมาพักอยู่ที่นี่"

เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าคณะเดินทางและคุณหญิงดารินแม่ดอกฟ้าของเขาในขณะนี้อยู่ในที่ปลอดภัย ....ถ้าไม่นับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มารุมล้อม แค่เพียงตัวเขาเองก็เอาตัวรอดได้ไม่ยากอาจจะอย่างสบายเลยทีเดียว แล้วคราวนี้ยังมี'ของแถม'เป็นมือซ้ายจอมกะล่อนของเขา
คงตามไปสมทบคณะเดินทางของเจาได้ไม่ยากสักเท่าไหร่....

"แกว่าตอนนี้พวกนั้นจะเป็นยังไง"

แงซายหัวเราะเบาๆ
"ผู้กองก็รู้อยู่แล้ว ถามแงซายไปก็เหมือนผู้กองคิดนั่นแหละ"

"...อย่ามาเล่นแง่เอาแถวนี้ บอกมาว่าแกคิดยังไง"

"ป่านนี้ทั้งนายหญิง ทั้งนายใหญ่และพวกเราก็คงหาที่พักอุ่นๆนั่งรอพวกเราอยู่กระมัง พรานทั้งสี่ของผู้กองก็มีฝีมือมากอยู่แล้ว ผู้กองจะห่วงอะไรอีก"

"แกทำไมไม่คิดว่าพวกเขากำลังออกตามหาฉันกับแกอยู่ล่ะ"

แงซายสั่นศีรษะ

"ผู้กองเป็นจอมพราน...เป็นพรานที่เก่งที่สุดและเป็นคนที่ผมนับถือ พวกเขาจะห่วงอะไรกับเสือที่อยู่ในป่า.."

"ฮึ...แถมยังมีเสืออีกตัวเสือกพิศวาสตามมาด้วยสิ...."
รพินทร์เลิกคิ้วปรายตามองแงซายที่ยิ้มกว้างอยู่

"สำหรับเสือโคร่งอย่างผู้กองผมก็เป็นได้แค่เพียงเสือดำเสือดาวนั่นแหละครับ"

เฮอะ..รพินทร์แค่นเสียงในลำคอแล้วหันไปดูแงซายโยนกิ่งไม้เพิ่มเข้าไปในกองไฟและเขี่ยเอาก้อนอะไรสักอย่างเสียบไม้ยื่นมาให้เขา

"ผู้กองทานมันเผานี่ก่อนเถอะ...จะได้มีแรงด่าแงซาย"
แงซายยิ้มเห็นฟันขาว

"ไอ้เวร!"

รพินทร์กระทุ้งศอกกับสีข้างของร่างที่เขาเอนกายพิงอยู่เกิดเสียง'อูย'ในลำคอตามมา มันเผากลิ้งคลุกๆอยู่บนผ้าขาวม้า....

"ฮ้า!ผู้กอง..เล่นขี้โกงนี่"
วงแขนที่โอบรอบเอวเขารัดแน่นขึ้นๆ

"แงซาย!!"
รพินทร์ตะคอกเสียงแข็ง เมื่อตนเองที่อยู่ในสภาพไม่สู้ดีนักสู้แรงของร่างแข็งแกร่งนั้นไม่ไหว
จะให้เขาดิ้นให้หลุดก็ทำให้เขานึกภาพพวกนางเอกในละครที่ดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของพระเอกทำให้กระดากที่จะทำ(กรำ ห่วงภาพพจน์ซะงั้นอ่ะผู้กอง)

"ครับผ้ม!!"
เสียงดังกังวาลตอบอย่างแจ่มใส

"ไอ่ห่าจวก!!ปล่อยฉัน"

"อ่าวซะงั้น......บ๊ะ! ตาผู้กองที่ไม่น่ารักของผมนี่! เอ...ยังไม่ทันได้กินอะไรก็มีแรงด่าแงซายซะละ"
ร่างสูงโคลงหัว คลายมือออก

"ก็เพราะแกนั่นแหละ ไอ้บ้า!"

"แหม..แงซายทำให้ผู้กองมีแรงด่าได้ขนาดนี้เลยรึครับ ชื่นใจจัง!"

รพินทร์จ้องแงซายตาเขียว หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับใบหน้าคมสัน มือข้างซ้ายจับที่ไหล่กว้าง มือขวาง้างหมัดเสยเข้าที่ปลายคาง...แงซายเอนตัวหลบวูบไปด้านหลัง มือขวารับมัดของรพินทร์แล้วกระชากให้นั่งตักแข็งแรงนั้น อ้อมแขนแกร่งตวัดโอบเอวเขาอีกครั้ง

"ไอ่!.."
รพินทร์หันหน้าไปจะด่าเจ้าตัวกะล่อนต่อแต่ก็มีมันเผาหล่นตุบลงบนหน้าขาซะก่อน

"...กินเถอะครับผู้กองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย..หรือจะให้แงซายป้อน?ผมรับใช้ผู้กองได้ทุกอย่างอยู่แล้ว"
แงซายหยิบมันเผามาจ่อหน้า

"เออ!! ฝากไว้ก่อน"

เขากระชากเสียงแล้วหยิบมันเผาจากมือใหญ่มาทานแต่ก่อนที่จะอ้าปากรับรสมันเผาเสียกังวาลนุ่มก็ดังข้างหู

"คิดดอกเบี้ยร้อยละ20นะครับ"

รพินทร์เริ่มทำตามคำพูดที่ว่า'ชิมไปบ่นไป' ปากเคี้ยวมันเผาอยู่ตุ้ยๆแถมยังมีเสียงบ่นสอดแทรกออกมาได้อีก

"ไอ้หน้าเลือด"

รพินทร์ทำเสียงจึ้กจั๊กในลำคอ ไม่หันไปมอง'เจ้ากะเหรี่ยงโฉมงาม'ที่กำลังยิ้มแก้มปริอยู่ข้างหลังเพราะเขาเดินเข้าทางเสี่ยวมัน

"ผู้กองของผมก็น่ารัก...น่าลักไปหมกป่า"
รพินทร์สำลักมันเผาพุ่งพรวดออกปาก

"ก็หมกอยู่กับแกอยู่นี่ไง ห่าดง!!"
เขาหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดื่มน้ำพรวดๆ

"เห้ย!!ผู้กอง"
แงซายหน้าซีดทำตาโตจ้องมองรพินทร์ที่ดื่มน้ำเข้าไป

"อะไรวะ!หวงน้ำนักหรือไง กะจะให้ฉันลำสักมันเผาแกตายเหรอ เออดีหวงนัก แกไม่ต้องดื่มน้ำเลยนะ หิวก็ไปขุดหิมะมาอมเอาละกัน!"

รพินทร์ดื่มน้ำจนหมด....แงซายชะงักไปเล็กน้อย หัวเราะในลำคอ

"หึหึ......"
มันทำตากรุ่มกริ่มเหมือนกับจะยั่วโมโหเขา

"อะไร!"เขาจ้องแงซาย

"ผมจะบอกผู้กองว่า...น้ำที่ผู้กองดื่มไปเมื่อตะกี้ เป็นน้ำที่ผมใส่ยาสมุนไพรของตาบุญคำ สมุนขวาของผู้กองไว้"

"แล้วไงวะ อากาศหนาวๆอย่างงี้ดื่มไปมันจะเป็นไร จะอุ่นขึ้นซะอีก"

แงซายส่ายหน้าแช่มช้า พูดเนิบๆ

"มันก็น่าจะเป็นอย่างผู้กองว่า ถ้าผมไม่เอาให้ผู้กองดื่มมาก่อนหน้านี้ครั้งนึงแล้ว ผู้กองมาดื่มอีกทีคงจะอุ่นจนร้อนเลยล่ะ"
ไอ้เวรแงซาย...ทำพิษเขาเข้าแล้วไม๊ล่ะ

"แล้วแกทำไมไม่รีบบอกฉันก่อน"

"นึกแล้ว"เจ้าคู่ปรับของเขาเอ่ยขึ้นลอยๆ

"นึกห่าอะไร"

"ก็นึกว่าผู้กองต้องพูดอย่างนี้น่ะสิ....ผมจะไปทันอะไรผู้กองเล่า พี่แกยกขึ้นดื่มพรวดๆๆ ถึงผมจะรู้ทันผู้กองอยู่ทุกอย่างแต่ไม่รู้ว่าผู้กองจะสำลักมันเผาอย่างนี้นิ"

แงซายหัวเราะพรืดๆในลำคอ....เออ ดูเอาเถอะ ขนาดคำแก้ตัวยังจะแหนบแหนมเขาได้อีก

"เออ!!ก็ดีกว่าหนาวตายล่ะวะ นอนว้อยๆปล่อยซะที ฉันร้อนจะตายห่าแล้ว!"
รพินทร์ขืนตัวออกจากอ้อมแขนของแงซายแต่เสียงกังวาลขัดมาเสียก่อน

"ผมก็หนาวนี่...ผู้กองอยู่อย่างนี้แหละ อุ่นดี"

"แกก็กินยาสมุนไพรบ้าบอของตาคำไปสิวะ"

"เอ...เมื่อกี้ใครซดเฮือกๆไปจนหมดน๊า...คงจะเป็นผีมาขโมยกินกระมัง"

"ผีกะล่อนแกน่ะสิ!"

"แล้วตกลงผู้กองจะปล่อยให้แงซายจอมกะล่อนของผู้กองนอนหนาวอยู่คนเดียวเหรอครับ...ไม่รับผิดชอบหน่อยเร้อ"
แงซายแกล้งทำเสียงสูงล้อ'ผู้กอง' เพราะรู้อยู่แล้วว่าผู้กองของเขาคงไม่ใจดำนักหรอก...เมื่อไม่มีเสียงตอบรับเสียงกังวาลก็เอ่ยขึ้นมาอีก

"ตู๊ดดด..ไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก กรุณาฝากข้อความหลังได้ยินสัญญาณ ตึ้ด!
เฮ้อ....เกิดเป็นแงซายนี่ลำบากเสียจริง..ความหนาวมันไม่เข้าใครออกใครเลยน๊า อยากจะมีหมอนข้างมากอดนอนให้อุ่นๆ...แต่คนใจร้า.."
ก่อนที่รพินทร์จะปวดหูกับคำที่'ไอ่กะล่อน'มันพล่ามออกมาเป็นกะบุงโกยต่อไป และคงจะไม่หมดเอาง่ายๆ เขาจึงตวาดมันเข้าให้

"จะบ้าตาย แกนี่จะจองล้างจองผลาญฉันอะไรนักหนาวะ"

แงซายยิ้มเกริ่มก่อนจะจ้อต่อ
"โปรดฟังอีกครั้ง....เฮ้อ!เกิดเป็นแง..."

"เออ!เออ!พอแล้วว้อย!แกก็นอนกอดผู้กองของแกแทนหมอนข้างไปละกัน!!"
รพินทร์ล้มตัวลงนอนโดยมีแงซายขนาบอยู่ข้างหลังแผ่นหลังของเขารู้สึกได้ถึงอกกว้างกำยำ....ทำไมเขาไม่เกิดมาตัวใหญ่อย่างมันบ้างวะ!
ท่อนแขนกำยำพาดที่เอวของเขาแล้วโอบกระชับไปด้านหลัง....เงียบ....รพินทร์จุ๊ปากแล้วข่มตาลงนอน
สักพักทั้งคู่ก็ตกอยู่ในห้วงนิทรารมณ์......

[Fic]เพชรพระอุมา ตอนที่2


........ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบรุ่งสาง หิมะปุยเล็กๆยังคงโปรยปรายตกลงสู่ผืนดินด้านนอกเรื่อยๆจนขาวโพลนไปทั่ว อากาศหนาวยะเยือกหากแต่ฤิทธิ์ยาสมุนไพรยังคงทำให้ร่างที่นอนอยู่นั้นร้อนจนเหงื่อชุ่มกาย

.....รพินทร์ ไพรวัลย์ นอนขยับตัวไปมา พลิกซ้ายพลิกขวาอย่างกระสับกระส่าย เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาตามรูขุมขน คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น....เขาสะดุ้งตื่นลืมตาโผลง ผลิกกายไปด้านหลัง ไม่ปรากฎร่างที่เคยนอนอยู่ข้างกาย......เจ้าคนพเนจรอันตธานหายไปเสียแล้ว

เขาผุดลุกขึ้นนั่ง แลกราดเข้าไปภายในถ้ำที่ดำมืดนั้นไม่พบสิ่งใด.....หันหลังมองออกไปภายนอก ก็ไม่สามารถจะเห็นภูมิทัศน์รอบนอกได้เพราะความมืดและหมอกหิมะที่บดบัง

รพินทร์สังเกตุเห็นเงาตะคุ่มๆของร่างใหญ่ ...ร่างนั้นนั่งชันเข่าหันหน้าออกไปทางปากถ้ำด้วยอาการเหม่อลอย เขายันตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแผ่นหลังกว้างที่นั่งหันหลังให้.......ไม่ทันที่รพินทร์จะเดินเข้าไปถึง เสียงกังวาลก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

"ผู้กองตื่นแล้วหรือ"

เสียงนั้นทุ้มต่ำและแผ่วเบาจนเขาแปลกใจ จากที่ตั้งใจจะตอบว่า'ก็เห็นๆอยู่ว่าตื่น'ก็เปลี่ยนใจรับคำด้วยเสียงเรียบ

"อืม สักพักแล้ว"

รพินทร์หย่อนตัวลงนั่งข้างร่างสูง หันไปมองเค้าหน้าอันคมสันราวกับรูปปั้นกรีกนั้น ในช่วงเวลานี้ยิ่งทำให้ดูเย้ายวน น่าค้นหามากขึ้น ถ้ามันไม่เล่นแง่ เฉือนคมกับเขาแทบทุกนาทีอย่างนี้คงจะน่าดูทีเดียว....

.........ใบหน้าที่เขาพิศดูนั้นหันมาสบตาแล้วระบายยิ้มละไม เขาเอ่ยปากถาม

"นั่งคิดอะไรอยู่"

"คิดหาทางไปสมทบกับพวกนายใหญ่ครับ"

รพินทร์ขมวดคิ้ว

"อย่าพยายามจะหลอกฉัน หน้าแกตอนนี้หากินไม่ได้หรอก แกนั่งซึมกระทือ เหม่ออยู่นี่ตั้งนานสองนาน ไม่เห็นทำท่าจะคิดอะไร"

"เฮ้อ.....ผมนี่หลอกผู้กองไม่ได้จริงๆซะด้วยสิ"
แงซายบ่นออกมาลอยๆ

"เออ ...แกก็หยุดหลอกซะทีสิ ตกลงว่าแกมานั่งจุ่มปุ๊กคิดถึงสาวอยู่นี่หรือไง"

"หืมม์..เกือบถูกครับ แต่ไม่ใช่สาว.. ภาพของผู้หญิงที่อุ้มลูกน้อยของเธอหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต และได้ฝากลูกของเธอไว้ให้คนผู้หนึ่ง ปรากฎให้ผมเห็นในห้วงความฝันอยู่เสมอ...ถึงท่านจะจากผมไปแล้ว แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในมโนภาพของผมอยู่จนถึงทุกวันนี้"

แงซายกล่าวแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม แต่เขารู้สึกได้ถึงควมสั่นเครือของน้ำเสียง รพินทร์ตบบ่าร่างสูงหนักๆหนึ่งทีโดยไม่พูดคำใดๆออกมา นั่งเงียบอยู่ข้างกายร่างสูงอยู่นาน

รพินทร์มองที่ใบหน้าสวยในยามนี้อย่างพิจารณา.....ผิวสีทองแดงดูมีสง่า ใบหน้าหมดจดสลักสวย นัยน์ตาหลุบต่ำขนตายาว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางราวกับผู้หญิง..เขาเผลอจ้องใบหน้านั้นอยู่นานจนเจ้าตัวเอ่ยถามขึ้น

"ผู้กองมีอะไรจะถามผมหรือครับ"

แงซายเลิกคิ้วสูง

"ฉันคงเคยพูดแล้วใช่ไหมว่า ถ้าแกเป็นผู้หญิงฉันคงสิเหน่หาแกพิลึก..."

แงซายก้มศีรษะลง ทำหน้าเหรอ

"อ่า..แล้วผมก็บอกว่า ทั้งที่ผู้กองมีนายหญิงอยู่แล้วน่ะหรือ"(อันนี้มั่วเอา จำไม่ได้-*-..ใครทราบช่วยบอกที)

แงซายเลิกคิ้วอีกที มองตาคนตรงหน้า รพินทร์มองตอบแล้วหัวเราะอย่างขบขัน

"หึ..ใช่ ถ้าแกไม่ทะลึ่งมาต่อปากต่อคำกับฉันล่ะก็นะ"

แงซายยิ้มรับคำ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

"ถ้าอย่างนั้น.. แงซายก็คงเคยบอกผู้กองใช่ไหมว่า ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมจะรักผู้กอง ...น่ะ"

"อืม...ก็ใช่ ฉันก็ตอบแกว่า เพราะแกไม่ใช่ผู้หญิงก็เลยไม่มีใครมารักฉันไงล่ะ"

รพินทร์ยักไหล่

"แล้วตอนนี้ล่ะ"

"หึหึ ถ้าแกเปลี่ยนเป็นสาวน้อย ฉันก็คงไม่เอาแกหรอก"
เขาหัวเราะในลำคอแล้วจุ๊ปาก

"เพราะผู้กองมีนายหญิงแล้ว?"
เขาส่ายหัว ยังไม่หยุดหัวเราะ

"นั่นก็ส่วนนึง"

"อีกส่วน?"

"ก็เพราะแกเป็นแงซายไงล่ะ!! ถ้าเป็นผู้หญิงแกยิ่งไม่ก่อกวนรังควาญฉันไปมากกว่านี้หรือไง มารยาหญิงแกคงมีมากกว่า108เล่มเกวียณแน่ๆ"

แงซายหัวเราะเสียงดัง มันก็จริงล่ะนะ หึหึ...เขาคงงัดเอาสารพัดวิธีมาเล่นกับผู้กองที่รักคนนี้จนอ่วมทีเดียวเชียว ผู้กองยิ่งไม่มีภูมิต้านทานผู้หญิงอยู่ด้วยสิ...

.....แค่ผู้หญิงธรรมดาผู้กองก็ยังเกือบเอาตัวไม่รอด..เออ..เอาตัวไม่รอดเลยมากกว่า...แล้วจะขุดเอาวีธีไหนมากันท่าแงซายเวอร์ชั่นสาวน้อยร้อยเล่ห์กัน ไม่เป็นบ้าตายก็เสร็จแงซายล่ะว้า...

แงซายฉีกยิ้มกว้างขึ้นอีก เอ่ยถาม'ผู้กอง'ของมันอย่างแจ่มใส

"... ถ้าผู้กองเป็นผู้หญิงล่ะ แล้ว.."

แค่รพินทร์ได้ฟังต้นประโยคก็โวยออกมา

"ถ้าฉันเป็นผู้หญิง ฉันจะเป็นทอม!"(ขอยืมคุณเซ็งเป็ดหน่อย)

...ใช่ ถ้าเป็นผู้หญิงแล้วมีผู้ชายอย่างมันมาชอบล่ะก็..เหอะ สาบานเลยว่าสักวันเขาต้องเป็นบ้า! ไม่อย่างนั้นก็เป็นไมเกรนตาย!...ขนาดตอนนี้เขายังต้องระวังตัวเองแจ จนจะกลายเป็นโรคประสาท...หรือว่าเขาประสาทไปแล้วนะ!? ยังไงก็ยอมเป็นทอมดีกว่าเว้ย!!

รพินทร์แยกเขี้ยวถลึงตาใส่แงซายที่ทำหน้าเหวอ กระพริบตาปริบๆ อ้าปากพะงาบๆพูดอะไรไม่ออกอยู่ตรงหน้า แล้วจู่ๆเจ้าคู่ปรับหมายเลขหนึ่งก็ส่ายหน้าจุ๊ปาก หัวเราะหึๆ....

"อ่าว...ผู้กองลักเพศซะอย่างนั้น..แต่ก็เอาเถอะ ถึงผู้กองเป็นผู้หญิงผมก็ไม่เอาผู้กองเหมือนกันนั่นแหละ"

ร่างสูงเอ่ยเสียงทุ้ม จับคางตัวเองเหมือนกับใช้ความคิด ผงกศีรษะขึ้นลงไปมา รพินทร์เห็นแล้วนึกอยากเตะไอ้คนตัวโตขึ้นมาตะหงิดๆ

"พูดอย่างกับว่าฉันพิศวาสแกซะเต็มประดา"

เขาถลึงตามองเจ้าคนร้อยเล่ห์อย่างหมั่นไส้...อันที่จริงเขาอยากจะแลบลิ้นปลิ้นตาใส่มันเสียด้วยซ้ำไป แต่คิดแล้วมันน่าตลกมากว่า...

"แล้วผู้กองไม่อยากรู้เหตุผลหรือครับ"

แงซายเหล่ตามองเขายิ้มๆ ใบหน้ามีประกายขบขัน ...ไอ้นี่ถ้ามันไม่ได้หาเรื่องเขาสักวันมันจะขาดใจตายหรือไงนะ!

"ก็แล้วมันเพราะอะไรล่ะฟะ"

รพินทร์ตอบอย่างเริ่มจะหมดความอดทน แงซายยิ้มเห็นฟันขาวตอบเขา

"ก็เพราะ...ผมแพ้ผู้หญิงปากจัดน่ะสิ!!!ฮ่า!ฮ่า!ได้ผู้กองมาเป็นภรรเมียผมมิได้มานั่งหงอฟังผู้กองเทศน์อยู่ทุกวันหรื้อ!~"

แงซายกุมท้องหัวเราะก๊าก ถึงกับน้ำตาเล็ด..เพราะจุก ด้วยฝ่าเท้ายูไลของคนข้างๆที่ถีบสีข้างมาเต็มแรง แงซายลูบสีข้างครางอูยๆ

รพินทร์อมยิ้มออกจะขบขันกับกิริยาของร่างสูงที่ทำหน้านิ่วปากจู๋ร้องครวญครางอยู่ เขาตวาดใส่มัน แต่สีหน้าติดจะขัน

"ไอ้บ้า!!ก็แกปากหมาอย่างนี้น่ะสิถึงได้โดนด่าน่ะห๊า!!"
รพินทร์ยืนชี้หน้า ....แงซายใช้มือขวากุมสีข้างไว้ พยุงตัวขึ้นยืน คิ้วเรียวขมวดติดกัน ย่นจมูกแล้วทำปากยื่น

.....ใบหน้าแงซายตอนนี้เกือบทำให้รพินทร์หลุดหัวเราะออกมา เขาตีหน้าเรียบต่อไปหากแต่มุมปากเหยียดยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มได้ไม่นานเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมา

"อูย... ผู้กองมือหนักแล้วยังจะตีนหนักอีก..เอ้อ! อันนี้ลืมไม่ได้ ...ปากหนักด้วย เฮ้อ..แถมปากไม่ตรงกับใจให้ด้วยเอ้า!....ยังไม่ทันได้เป็นเมียแงซายเลย โดนด่าซะแล้ว...เห็นไม๊ ถ้าผู้กองเป็นผู้หญิงแล้วล่ะก็ต้องรอให้นายหญิงเกิดมาเป็นผู้ชายแทนถึงจะปราบผู้กองได้ ฮ่าๆ"

แงซายเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใส มันหลิ่วตาข้างนึง ชูนิ้วชี้กระดิกไปกระดิ๊กมาเป็นเชิงสั่งสอน

....ถึงจะพูดถูก ถ้าคนอื่นพูดเขาคงแค่ผงกหัวรับเฉยๆแล้วตอกกลับ แต่...ไอ้ประโยคสุดท้ายที่แสนจะน่าไล่เตะคนพูดและถ้าคนพูดคนนั้นเป็นไอ้เวรแงซายที่น่าถีบน่าเตะแล้วล่ะก็....มีเคือง!!รพินทร์กัดปากแน่น...คิ้วกระตุกถี่ๆ

......ไฟแห่งโทสะเริ่มรุมเร้าลามเลียเข้ามาทุกขณะ..บวกกับความที่เขาร้อนอยู่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ไม่สบอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ดีกรีความอดทนพุ่งขึ้นเกือบถึงขีดสุด!! เขารวบรวมสติไม่ให้ฟุ้งซ่านไปกับคำพูดอันกวนโทสะของเจ้าคู่ปรับ... เอ่ยขึ้นด้วยความอดกลั้น

"ทำไมแกต้องพูดกวนฉันด้วยล่ะห๊า!! ในโลกนี้คงไม่มีใครทำให้ฉันปวดกะโหลกเท่าแกอีกแล้วล่ะ!!"

"โอะโห...น่าดีใจ.."

แงซายเอ่ยขึ้นลอยๆแล้วพูดต่อ

"ผู้กองอย่าโยนความผิดให้ผมสิ....คนที่ถามก่อนน่ะ ผู้กองเองนะ..แงซายก็แค่ไปตามน้ำ"

หางตาคมวาวเหล่มองเขา มันเบ้ปากแล้วยักไหล่ เขายกขาขวาเตรียมจะถีบ แต่เจ้ามหายวนคู่ปรับกระเถิบหนีไปข้างหลังอีกช่วงตัว เอ่ยขึ้นมาเบาๆ

"แต่ก็มีอีกเหตุผล.....ก็เพราะว่า หน้าผู้กองตอนเครียดๆ คิ้วขมวดๆเนี่ย ผมว่าน่าดูกว่าตอนผู้กองยิ้มอีกนะครับ "

....พูดจบร่างสูงก็ขยับตัว เผ่นพรวดเข้าถ้ำไป(เหวอ....อย่าคิดมากนะครับ<<แกนั่นแหละคิดมาก!!คนอื่นเขาไม่ได้คิดอย่างแกเลยว้อย!!:รพินทร์)

"อ๊ะๆๆ อย่าๆ...อันนี้ผู้กองก็ถามผมเองนะครับว่าทำไมต้องกวน ผมก็ตอบผู้กองให้กระจ่างแจ้งแล้ว ยังต้องถีบแงซายอีกเหรอ"

แงซายยกมือปรามรพินทร์ที่กำลังเดินปรี่เข้ามาทางมัน แล้วก้าวถอยหลังคุมเชิงให้พ้นระยะมือเท้าของรพินทร์

"ไม่ต้องมาอ้างคำพูดฉัน!!"

รพินทร์ชี้หน้า แยกเขี้ยวใส่



++++มีต่อ(เป็นชาติ= =")+++++++


edit @ 2006/10/30 23:06:13

แหะๆ แบบว่า  มานโคดจะคิดไม่ออกแล้ว เอาไปทำเป็นตอนเดียวจบแล้วอ่ะค่า^^:

edit @ 10 Apr 2008 00:02:40 by [เจ๊]คิระ...จัง



คิระ โทโมซากิ
View full profile