แหะๆ แบบว่า เอาฟิคมารีไรท์ใหม่ ตอนเดียวจบ(ตัดตอนอยางแรง)
อ่านตอนเดิมแล้วมันรู้สึกว่าหลุดคาแรกเตอร์ไงไม่รู้ เหอๆ ลองอ่านดูนะ
คำเตื่อน : เป็นฟิคชั่นเพชรพระอุมา ส่อวายหน่อยๆ
คำเตื่อน2 : ไม่ชอบอย่าเม้นต์นะ ขอร้อง มานบาดใจ เหอๆ
////////////////////////////////////
"..กอง.."
"....ผู้กอง"
เสียงทุ้มลึกดังขึ้นในโสตประสาท..เสียงที่เคยชิน เสียงของคู่ปรับตลอดกาลของเขา..
ความรู้สึกหนาวยะเยือกรุมล้อมเข้ามาสู่มโนสำนึกของ รพินทร์ ไพรวัลย์
ความรู้สึกอันพร่ามัวยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆแทบจะขาดลมหายใจ ณ วินาทีใดวินาทีหนึ่ง ประสาทชาไปหมดทุกส่วนแม้แต่หนังตาก็แทบจะลืมไม่ขึ้น...
"ผู้กองครับ..."
เสียงกังวาลแจ่มใสนั้นกระซิบแผ่วเบาข้างกาย.....รู้สึกถึงน้ำที่ไหลจากปากไปสู่ลำคอ...สักพัก เขาก็รวบรวมสติสัมปชัญญะและเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น
.........ความอบอุ่นเริ่มเกิดขึ้นทีละน้อยและแผ่ซ่านไปทุกอณู.... ขยับนิ้วที่แขนขวารู้สึกว่ามีมือใหญ่อีกมือกอบกุมไว้อย่างหลวมๆ
..รพินทร์บีบมือนั้นเบาๆหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการบอกว่าเขารู้สึกตัวแล้ว...เมื่อลืมตาขึ้นก็ปรากฏภาพของร่างสูงใหญ่ที่ชะโงกมองเขาอยู่
.....ริมฝีปากได้รูปนั้นยิ้มละไม สายตาทอประกายอ่อนโยนจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา
"แงซาย!"
เขาพึมพำในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงแหบแห้งที่เขาเอ่ยขึ้นมาเป็นคำแรก
...บุรุษหนุ่มใบหน้าคมสันที่เขาเรียกติดปากว่า'แงซาย'ในยามปกติ
แต่หากเวลาไม่พอใจก็เติม'ไอ้'หรือ'ไอ้เวร'นำหน้าเสียทุกครั้งไป ยามนี้ยิ้มพรายอยู่ข้างกายเขาและส่ายหน้าไปมาอย่างแช่มช้า
"ผู้กองอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยครับ"
รพินทร์คราง อืม ในลำคอ เขาเงยหน้าดูเค้าหน้าอันหมดจดคมสันนั้น สะบัดหัวเพื่อเรียกสติเบาๆ
ร่างกายเพรียวหากแต่แข็งแกร่งของเขาอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นแข็งแรงของอดีตหัวหน้ากองโจรกระเหรี่ยงนาม'แงซาย' เขาขยับลุกออกมาจากที่มั่นอันแสนอบอุ่นนั้น แต่แขนกำยำทั้ง2ข้างกลับโอบแน่นขึ้นอีกเหมือนจะห้ามการกระทำนั้น
เขาเข้าใจดีเวลานี้เขาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเอง จึงถอนหายใจแล้วเอ่ยถามคนตรงหน้า
"ฉันอยู่ที่ไหน...ทุกคน..คุณหญิงล่ะ.."
รพินทร์กัดฟันถามแงซายด้วยความหนาวสั่น เขาไม่ต้องการที่จะให้ร่างตรงหน้าให้ความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น..ต้องพูดว่าไม่อยากให้ใครมาสงสาร เห็นใจหรือเห็นว่าเขาอ่อนแอมากกว่า
"แงซายไม่รู้อะไรมากไปกว่าผู้กองหรอก"
แงซายถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“ฉันจะลุก”
รพินทร์พยุงตัวขึ้นโดยมีแงซายประคองอยู่ เขาเริ่มทอดสายตามองฝ่าความมืดสลัวรอบด้าน มีเพียงแสงจากกองไฟที่สุมอยู่ข้างกายให้แสงสว่าง
...ก้มลงมองพื้น
มันคือแผ่นหินที่ปูรองด้วยผ้าขาวม้าของแงซาย รพินทร์กวาดสายตาดูรอบๆสถานที่แห่งนั้น
สถานนี้เรียกได้ว่าเป็น'ถ้ำ'ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีโพรงเป็นคูหาแบ่งได้อีกต่อไปเรื่อยๆซับซ้อนกว่าที่สายตาของเขาจะมองได้ทะลุปรุโปร่ง
เขาหลับตาลง พยายามระลึกและทบทวนสาเหตุว่าเขาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร....
.....ใช่แล้ว คณะเดินทางของเขากำลังเดินทางฝ่าหิมะอยู่และในขณะนั้นก็มีพายุโหมกระหน่ำเข้ามา สติเริ่มหายไปตั้งแต่เท้าของเขาลอยขึ้นจากพื้น
"ฉัน...ถูกพายุพัดมา?...."
รพินทร์เลิกคิ้ว หันไปมองแงซายที่อยู่ด้านข้างด้วยความงุนงง...แล้วแงซายมาอยู่กับเขาได้ยังไง...
ดวงตาคมที่แลกราดตามเขาไปรอบๆถ้ำหันมาประสานกับสายตาของรพินทร์อีกครั้ง ก้มศีรษะรับคำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ใช่ครับผู้กอง...ทุกคนหาที่กำบังไว้หมดแล้วเหลือเพียงแต่ผู้กองที่วิ่งตามมาสมทบ ...ก่อนที่ผู้กองจะถูกพัดไปผมคว้าแขนของผู้กองไว้ได้ แต่พายุนั้นแรงเกินกำลังของผมที่จะฝืนต้านไหว…”
แงซายเงยหน้าสบตากับ’ผู้กอง’ของมัน
”แงซายกับผู้กองก็เลยถูกพายุพัดมาสลบเอาแถวๆนี้แหละ”
แงซายเล่าจบ มิวายฉีกยิ้มเห็นฟัน32ซี่อันเป็นสัญลักษณ์ของมันให้กับรพินทร์
“ฉันล่ะเกลียดรอยยิ้มของแกจริงเชียว .. แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ”
เขาถลึงตา แยกเขี้ยว ซึ่งมันก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีกก่อนที่จะเล่าต่อ
= =”เซ็งกับไอ้นี่จริงๆ
“แงซายรู้สึกตัวไม่ช้าก็เดินออกตามหาผู้กอง พอดีพบถ้ำนี้ระหว่างทางที่เดินหาผู้กอง เดินไปอีกสักพักก็พบผู้กองนอนตัวสั่นจมหิมะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แงซายก็เลยแบกผู้กองกลับมาพักอยู่ที่นี่"แงซายชี้นิ้วลงพื้น
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าคณะเดินทางและคุณหญิงดารินแม่ดอกฟ้าของเขาในขณะนี้อยู่ในที่ปลอดภัย
....ถ้าไม่นับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มารุมล้อม แค่เพียงตัวเขาเองก็เอาตัวรอดได้ไม่ยาก อาจจะอย่างสบายเลยทีเดียว แล้วคราวนี้ยังมี'ของแถม'เป็นมือซ้ายจอมกะล่อนของเขา คงตามไปสมทบคณะเดินทางของเจาได้ไม่ยากสักเท่าไหร่....
"แกว่าตอนนี้พวกนั้นจะเป็นยังไง"
"ผู้กองก็รู้….. ถามแงซายไปก็เหมือนผู้กองคิดนั่นแหละ"แงซายหัวเราะเบาๆ
"...อย่ามาเล่นแง่เอาตอนนี้ บอกมาว่าแกคิดยังไง"รพินทร์ถลึงตาใส่เจ้ากะล่อนแงซาย ส่งเสียงเชิงขู่
"ป่านนี้ทั้งนายหญิง ทั้งนายใหญ่และพวกเราก็คงหาที่พักอุ่นๆนั่งรอพวกเราอยู่กระมัง พรานทั้งสี่ของผู้กองก็มีฝีมือมากอยู่แล้ว ผู้กองยังจะห่วงอะไรอีก"
"แกทำไมไม่คิดว่าพวกเขากำลังออกตามหาฉันกับแกอยู่ล่ะ"
แงซายสั่นศีรษะ จ้องมองคนตรงหน้าตาเป็นประกาย
"ผู้กองควรจะรู้ไว้ว่าผู้กองเป็นจอมพราน...เป็นพรานที่เก่งที่สุด และเป็นคนที่แงซายนับถือ พวกเขาจะห่วงอะไรกับเสือที่อยู่ในป่า.." แล้วมันก็ยิ้มให้เขาอีกครั้ง รพินทร์เลิกคิ้วปรายตามองแงซายที่ยังยิ้มกว้างอยู่
"...แถมยังมีไอ้เสืออีกตัวเสือกตามมาจองล้างจองผลาญด้วยสิ...."
"สำหรับเสือโคร่งอย่างผู้กองผมก็เป็นได้แค่เพียงเสือดำเสือดาวนั่นแหละครับ"มันก้มศีรษะลง ทำท่านอบน้อม
เฮอะ..รพินทร์แค่นเสียงในลำคอแล้วหันไปดูแงซายโยนกิ่งไม้เพิ่มเข้าไปในกองไฟและเขี่ยเอาก้อนอะไรสักอย่างเสียบไม้ยื่นมาให้เขา
"ผู้กองทานมันเผานี่ก่อนเถอะ...จะได้มีแรงด่าแงซาย"
แงซายยิ้มเห็นฟันขาว
"เสือก!" 
รพินทร์กระทุ้งศอกกับสีข้างของร่างที่เขาเอนกายพิงอยู่เกิดเสียง'อูย'ในลำคอตามมา มันเผากลิ้งคลุกๆอยู่บนผ้าขาวม้า....
"โธ่!ผู้กอง เสียของ เอ๊ะ...ยังไม่ทันได้กินอะไรก็มีแรงด่าแงซายซะละ"
ร่างสูงโคลงหัว เก็บมันเผามาปัดเศษดินออก
"ก็เพราะแกนั่นแหละ”
"แหม..แงซายทำให้ผู้กองมีแรงด่าได้ขนาดนี้เลยรึครับ ชื่นใจจัง!"
รพินทร์จ้องแงซายตาเขียว หันไปเผชิญหน้ากับใบหน้าคมสัน มือข้างซ้ายจับที่ไหล่กว้าง มือขวาง้างหมัดเสยเข้าที่ปลายคาง...แงซายเอนตัวหลบวูบไปด้านหลัง มือขวารับมัดของรพินทร์แล้วกระชากให้นั่งตักแข็งแรงนั้น เจ้าตัวแอบหัวเราะคิกๆ
"ไอ่!.."
รพินทร์หันหน้าไปจะด่าเจ้าตัวกะล่อนต่อแต่ก็มีมันเผาหล่นตุบลงบนหน้าขาซะก่อน
"...กินเถอะครับ ผู้กองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย..หรือจะผมให้ป้อน แงซายยินดีรับใช้ครับผม^__^" แงซายหยิบมันเผามาจ่อหน้า
"เออ!! ฝากไว้ก่อน" 
เขากระชากเสียงแล้วลุกขึ้นนั่งข้างๆ หยิบมันเผาจากมือใหญ่มาทาน แต่ก่อนที่จะอ้าปากรับรสมันเผาเสียงกังวานนุ่มก็ดังข้างหู
"คิดดอกเบี้ยร้อยละ20นะครับ" 
รพินทร์เริ่มทำตามคำพูดที่ว่า'ชิมไปบ่นไป'ของนายกคนปัจจุบัน
(คุกแน่กรู
) ปากเคี้ยวมันเผาอยู่ตุ้ยๆแถมยังมีเสียงบ่นสอดแทรกออกมาได้อีก
"ไอ้หน้าเลือด"
รพินทร์ทำเสียงจึ้กจั๊กในลำคอ ไม่หันไปมอง'เจ้ากะเหรี่ยงโฉมงาม'ที่กำลังยิ้มแก้มปริอยู่ข้างๆ
"ผู้กองของผมก็น่ารัก...
"
รพินทร์สำลักมันเผาพุ่งพรวดออกปาก
เขาหยิบกระบอกน้ำข้างกายขึ้นมาดื่มแก้สำลัก
"……."
แงซายทำตาโตจ้องมองรพินทร์ที่ดื่มน้ำเข้าไป
"อะไร! หวงน้ำนักหรือไง กะจะให้ฉันลำสักมันเผาแกตายเหรอ เออ หวงดีนัก "
รพินทร์ดื่มน้ำจนหมด....แงซายชะงักไปเล็กน้อยเหมือนจะครุ่นคิด แล้วมันก็หัวเราะในลำคอ เขามองหน้ามัน
"......"
มันทำตากรุ่มกริ่มเหมือนกับจะยั่วโมโหเขา รพินทร์ ไพรวัลย์อดทนสายตานั่นไม่ไหวอีกต่อไป
"อะไร!.....ถ้าแกไม่บอกฉันจะต่อยแกเดี๋ยวนี้แหละ"เขาจ้องแงซายเขม็ง ง้างหมัดเต็มที่
“ผู้กองรู้ไหมครับว่านั่นมันน้ำอะไร” มันยังตอบยิ้มๆ ทำท่าปางห้ามญาติ
“ก็ถามอยู่นี่!!”
"ผมจะบอกผู้กองว่า...น้ำที่ผู้กองดื่มไปเมื่อตะกี้ เป็นน้ำที่ผมใส่ยาสมุนไพรของตาบุญคำ สมุนขวาของผู้กองไว้"
"แล้วไงวะ อากาศหนาวๆอย่างงี้ดื่มไปมันจะเป็นไร จะอุ่นขึ้นซะอีก"
แงซายส่ายหน้าแช่มช้า พูดเนิบๆ
"มันก็น่าจะเป็นอย่างผู้กองว่า ถ้าผมไม่เอาให้ผู้กองดื่มมาก่อนหน้านี้ครั้งนึงแล้ว …"
ไอ้เวรแงซาย...ทำพิษเขาเข้าให้แล้วไหมล่ะ 
"แล้วแกทำไมไม่รีบบอกฉันก่อน"
"นึกแล้ว"เจ้าคู่ปรับของเขาเอ่ยขึ้นลอยๆ
"นึกห่าอะไร"
"ก็นึกว่าผู้กองต้องพูดอย่างนี้น่ะสิ ..ผมจะไปทันอะไรผู้กองเล่า ยกขึ้นดื่มพรวดๆๆ ถึงผมจะรู้ทันผู้กองอยู่ทุกอย่างแต่ไม่รู้ว่าผู้กองจะสำลักมันเผาอย่างนี้นิ"
แงซายหัวเราะพรืด....เออ ดูเอาเถอะ ขนาดคำแก้ตัวยังจะแหนบแหนมเขาได้อีก
"เออ!!ก็ดีกว่าหนาวตายล่ะวะ”เขาถอนหายใจอย่างถอนฉิว
รพินทร์ล้มตัวลงนอน แล้วร่างของแงซายก็นอนลงมาเคียงข้างกับเขา รพินทร์ถอนหายใจอีกครั้ง พลิกตัวขยับหันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง แต่มันยังมิวายขยับเข้ามาใกล้เขาอีก ไอ้นี่นิ!
“ฉันร้อน!!”รพินทร์ตะคอกเบาๆ เอาข้อศอกถองคนข้างๆ
“ผู้กองร้อนแต่ผมหนาวนี่…” มันยื่นหน้ามากระซิบ”หนาวทั้งกาย...หนาวทั้งใจ” ร่างของคนข้างๆสั่นเพราะกลั้นหัวเราะ เขาไม่รู้จะขำหรือโกรธมันดี
“แล้วทำไมต้องมาเบียดฉันด้วยวะ ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว” รพินทร์หันหน้าไปทางแงซาย พูดอย่างขำๆ แล้วถีบคนตรงหน้าเล่น
“หนาวกายผมก็อยู่ใกล้ๆผู้กองไง^__^ ส่วนหนาวใจนี่......
”
แงซายพูดพร้อมกับสบตาของเขา แล้วมันก็หัวเราะ
“ฮา ฮา คงต้องให้ผู้กองช่วยหาให้ผมแล้วล่ะครับ”ตามันเป็นประกายขบขันอย่างเต็มที่ เขาก็หัวเราะไปด้วย
“อย่างแกหาได้ไม่ยากหรอกวะ แต่แกไม่เอาเค้าเท่านั้นแหละ อย่างมาเรียนั่นไง เขาอุตส่าห์ให้ท่าแต่แกดันไม่เอา.....เล่นตัว!”
“อย่าว่าแต่ผม ผู้กองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ” มันฉีกยิ้มกว้าง แต่เหมือนจะนึกอะไรออก
“โอะ...ผมเกือบลืมไปว่าผู้กองจัดการเธอไปแล้วตอนคุณหญิงแสนสวยของผมไม่อยู่ ” มันหัวเราะ
“อย่ามาเสือกเรื่องฉัน ไอ้กะล่อน รู้ไปหมดนะแก นอนได้แล้ว” เขายันหน้าท้องแข็งๆของมันไป1รอบ แล้วพลิกตัวหันหน้าไปอีกทางเช่นเดิม
ไม่นาน เขาก็หลับสนิทไปเพราะความอ่อนล้าและหมดแรงข้าวต้ม
ร่างของแงซายขยับเข้ามาทาบทับอยู่ข้างหลังของรพินทร์ ลำแขนกำยำโอบรอบตัวคนตรงหน้า กระชับเข้ามาแนบร่าง
“ผู้กองดื่มยาแก้หนาวไปหมดแล้ว ขอยืมตัวคืนนึงนะครับผม”
แงซายยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูรพินทร์ที่ไม่รู้สึกตัว แล้วจุมพิตเบาๆที่แก้ม
“หลับฝันดีครับผู้กองที่รักของผม”
////////////////////////////:: THE END:://////////////////////////////
edit @ 10 Apr 2008 19:32:55 by [เจ๊]คิระ...จัง


